Category Archives: Baht

เงินบาทจะบาดใจคนถือทองไปถึงไหนกัน!!!

1.กราฟค่าเงินบาทรายวันตลาด Off-shore

ภาพนี้ชี้ให้เห็นว่าบาทได้ลงมาปรับฐานบริเวณ29ถึง2ครั้งแต่ไม่สามารถลงต่อได้เลยเด้งกลับอย่างแรง โดยที่ stochastic
ไม่ลงต่อแต่กลับหัวขึ้นไปอีกรอบแสดงว่าบาทออฟชอร์น่าจะอ่อนต่อไปและน่าจะไม่ลงมาบริเวณ 29 อีกถ้าไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามากระทบระยะนี้(คือดอลล่าไม่หลุด74ลงไป)
2.กราฟค่าเงินบาทรายสัปดาห์ตลาด Off-shore
ภาพนี้บอกว่าราคาได้วิ่งทะลุแบบกลาง(Bollinger Bands)ขึ้นมาแล้ว และ stoch ยังให้ค่าขึ้นต่อไปได้อีกคาดว่าบาทน่าจะรีบาวขึ้นต่อไป
3.กราฟค่าเงินบาทรายวันที่แสดงการวิ่งเข้าหากันระหว่างตลาด Off-shore และตลาด On-shore
ภาพนี้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบมาตการการสำรองเงิน30% ลองสังเกตุดู ก่อน 19 sep 07 ราคาวิ่งเป็นเส้นเดียวไม่มีระยะห่างเป็นเส้นขนาน
ต่อมาหลังจากการใช้มาตการสำรองเงิน30% ทำให้เงินบาทในตลาดออฟชอร์น้อยลงเกิดการเกร็งกำไรอย่างหนักจนลงไปถึง 29บาท แต่เงินในบาทในตลาดออนชอร์ทรงๆอยู่แถวๆ34-35โดย ธปท ได้เข้าแทรกแซงเงินบาทที่แข็งค่าเป็นระยะๆถ้าเงินบาทไม่พอก็ของบเพิ่มอีกทีเป็นแสนล้าน(ดูๆก็เหมือนที่เมกาพิมพ์เงินกระดาษพยุง ศกตัวเอง) คล้ายๆกับบอกว่าใครมีดอลล่าจะแลกเงินบาทก็เข้ามาเรามีบาทไม่อั้นหมดก้พิมพ์ใหม่จนตอนนี้ดอลล่าเต็มยุ้งฉาง หากวันใดที่พวกนั้นจะถอนทุนกลับก้เร่เข้ามาเอาดอลล่าคืนไปเอาเงินบาทคืนมา ถ้าเหตุการยังเป็นเช่นนี้ เรามีดอลล่าเพียงพอไว้แลกเอาบาทคืนเพราะรายได้จากการส่งออกทีดีก็ไม่น่าจะมีปัญหาไรมาก เกรงว่าเมื่อใดที่ส่งออกมีปัญหา ดอลล่าเข้ากระเป๋าไม่มากเมื่อนั้นต่างชาติก็รีบเทขายบาทเอาดอลล่าคืนจนอาจจะเกิดวิกฤติต้นยำกุ้งภาค2ได้
จากกราฟราคาออฟชอร์ได้ดิ่งลงมาแตะ29เมื่อประมาณวันที่ 13/1/08 แล้วเด้งกลับอย่างแรงทางเทคนิค(+กับทิศทางดอลล่าที่รีบาว)มาปิดแถวๆ30-31บาท โดยบาทในตลาดออนชอร์ก็ได้แข็งค่าหลุด 33 และ 32.5 ลงมาได้ซึ่งระดับดังกล่าวถือเป็นแนวรับที่สำคัญทางเทคนิค
ตอนนี้แนวโน้มทั้ง2ตลาดจะวิ่งมาชนกันบริเวณ 32 บาทและต่อไปคงเดินทางไปพร้อมๆกันทิศทางใดทิศทางหนึ่ง การเกร็งกำไรระหว่างค่าต่างจากทั้ง2ตลาดก็จะลดลง ทีนี้ก็มาดูว่าแนวโน้มจะไปทางไหน
1.ออนชอร์อ่อนตามออฟชอร์ขึ้นไปบริเวณ 33-34 เพราะเทคนิคและความต้องการเงินบาทในตลาดโลกบังคับอยู่ หรือ
2.ออนชอร์ชวนให้ออฟชอร์แข็งตามเพราะการประกาศยกเลิกสำรอง 30% ทำให้เงินทุนต่างชาติทะลักเข้ามาอย่างง่ายดายและความกังวลของผู้ส่งออกที่บาทจะแข็งต่ออาจทำให้บาทแข็งลงไปทดสอบ30-29บาทอีกครั้ง
ส่วนตัวมองว่าถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกลตลาดแล้วมีการเข้าแทรกแซงของ ธปท ตรงแนวรับสำคัญเป็นระยะๆและไม่ยกเลิกสำรอง30% จะไม่เพิ่มแรงกดดันให้มีการเทขายจากผู้ส่งออกเทขายกดดันให้บาทแข็งและรอเวลาที่บาทออฟชอร์จะรีบาวตามเทคนิคขึ้นมาประจบกับออนชอร์บริเวรณ 32.5-33บาทได้ในไม่กี่เดือนข้างหน้า(2-3เดือนคงได้เห็น33-34)
4.กราฟค่าเงินบาทรายปีที่แสดงการวิ่งเข้าหากันระหว่างตลาด Off-shore [...]

เงินบาทออฟชอร์เริ่มอ่อนค่าจากเงินดอลล่าที่แข็งค่า

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทางการเมกาได้ออกมาตรการกระตุ้น ศก. มากมายไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าระบบ
การเจรจาบุชต่อผู้นำโอเปคเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน(ทำให้การเกร็งกำไรลดลงแม้ดีมานด์จะยังคงมีต่อไป)
อีกทั้งประกอบกับประเด็นที่ธนาคารกลางยุโรป(ECB) ร่วมมือกับ ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) ที่คาดการณ์ว่าอาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในวาระต่อไปพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากภาวะถดถอยในปัจจุบันนี้ จึงเป็นการสร้างกระแสที่ดีให้แก่นักลงทุนทั่วโลกที่กำลังกังวลในปัญหาวิกฟต Subprime และการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวนี้สามารถดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดดอลลาร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางตรงกันข้ามก็เป็นการดึงเม็ดเงินออกจากตลาดทองคำด้วยเช่นกัน(ผมจึงมองว่าตลาดได้รับรู้เรื่องดังกล่าวนานแล้วหากลดจริงคงไม่มีผลไรมากเพราะยูโรก็จะลดด้วยเช่นกันเจ๊าๆกันไปแต่หากไม่ลดหรือลดน้อยอะสิอันนี้น่าคิดกว่าแต่ก็คงไม่ส่งผลไรมากเพราะวันที่28มค.นี้ก็มีการอัดฉีดเงินเข้าระบบอีกครั้งก่อนหน้าเฟดประกาศลดดอกเบี้ยไม่กี่วันอย่างมากคงทำให้ทองได้แค่รีบาวแต่คงไม่สามารถทำยอดไหม่ได้แต่การอัดฉีดครั้งที่ผ่านมา14มค.ฤทธิยังไม่หมดกดดันทองลงไปแล้วกว่า45ดอลล่าถ้ามาอีกระลอกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปถึงไหน)
แหล่งข้อมูล
ดังนั้นการลดดอกเบี้ยเมกาพร้อมๆกับยุโรปจึงเป็นผลดีต่อดอลล่าให้แข็งเพราะการเกร็งกำไรค่าเงินยูโรจะลดลง เมื่อข่าวออกมาเช่นนี้นักเกร็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เริ่มหันมาสนใจค่าเงินดอลล่าอีกครั้ง ยุธการเกร็งกำไรดอลล่าจะเริ่มขึ้นในไม่ช้านี้และกองทุนจะหันมาสนใจดอลล่าแทนและทยอยถอนทุนจากตลาดโภคภันฑ์อย่างทองคำออกมาเราจึงเห็นได้ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเทขายทองคำออกมาด้วยวอลุ่มที่สูงมากโดยที่สัญญาณการเทขายเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
นอกจากนั้นเรายังได้เห็นผลกระทบจากการแข็งค่าขึ้นของดอลล่าดังต่อไปนี้
ดอลล่าได้แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆอย่างรวดเร็ว
อย่างค่าเงินยูโรวิ่งไปแตะ1.4922(ไม่สามารถทำยอดไหม่ได้ ซึ่งยอดเก่าคือ1.4967 )และกลับลงมาทำต่ำสุดที่1.4603
รวมลดลงถึง319จุดภายใน1อาทิตย์และเมื่อไดที่ยูโรหลุด1.4548และกลับขึ้นไม่ได้ก็เป็นอันว่ายูโรได้จบขาขึ้นโดยสมบูรณ์แล้วตามน้ำมันที่หลุด92.5ที่เป็นแนวรับสำคัญไปก่อนหน้านั้นแล้วหากไม่สามารถดีดกลับขึ้นได้ก่อนสิ้นเดือนนี้
ส่วนทองคำจากยอดไหม่914ลดลงมาถึง869รวมลดลงกว่า45ดอลล่าภายใน1อาทิตย์เช่นกัน
รวมทั้งเงินบาทในตลาดออฟชอร์ได้วิ่งลงมาติดแนวรับสำคัญแถวๆ29บาทแล้วเด้งกลับขึ้นแรงทันทีไปปิดเกือบๆ31บาทรวมการดีดตัวถึง2บาทภายใน1อาทิตย์เช่นกัน
ลองดูกราฟด้านล่างประกอบ
1.กราฟค่าเงินบาทตลาดออฟชอร์รายปี

จากกราฟนี้คาดว่าตลาดออฟชอร์ได้ทำระดับต่ำสุดรอบนี้แถวๆ29บาทแล้วและกำลังเด้งขึ้นไปยืนเทรนหลักด้านบนแถวๆ34บาทเพื่อทำคลื่น5ใหญ่ต่อไปแต่คงวิ่งไปติดที่ระดับ34และร่วงลงมาอีกครั้งถ้าไม่หลุด30บาทก็ขึ้นทำคลื่น5ต่อไป แต่ถ้าหลุดก็จะเกิดหัวไหล่ขวาเป็นสัญญาณว่าการลงครั้งนี้จะหลุด29ลงไปลึกถึงระดับ20บาทต้นๆได้
ถ้าดูภาพรวมจากการแข็งค่าของดอลล่าแล้วแนวโน้มเงินบาทตลาดออฟชอร์เริ่มอ่อนตัวเป็นโอกาศในการช้อนดอลล่าเพื่อเกร็งกำไรระยะสั้นคือไปขายแถวๆแนวต้าน34บาทแล้วค่อนช้อนอีกครั้งเมื่อราคาลงมาปรับฐาน
กราฟค่าเงินบาทตลาดออฟชอร์รายวัน

แต่ปัญหาคือเงินบาทในตลาดออนชอร์บ้านเราดูเหมือนสวนกระแสดอลล่าที่แข็งขึ้นบาทไม่ยอมอ่อนค่าแต่กลับแข็งตามดอลล่าซะงั้นสิและดูเหมือว่าตลาดออนชอร์พยายามวิ่งเข้าหาตลาดออฟชอร์แถวๆ30-31บาทดังนั้นการคาดการว่าเงินบาทในประเทศจะแข็งไปที่ระดับ32-32.5จึงมีความเป็นไปได้สูงตราบใดที่ผู้ส่งออกยังเทขายเงินบาทไม่หยุด
ลองดูการแข็งค่าเงินบาทในตลาดออนชอร์บ้านเรากัน
กราฟค่าเงินบาทตลาดออนชอร์รายวัน

ดังนั้นเมื่อใดที่ค่าเงินบาทตลาดออนชอร์เริ่มอ่อนค่าและดีดกลับ(เพราะจะได้ต้นทุนที่ถูกกว่าราคาปัจจุบัน)เมื่อนั้นจึงเป็นโอกาศของเราในการตุนดอลล่าเพื่อเกร็งกำไร
ตามกองทุนระดับโลกที่เริ่มตุนดอลล่ากันแล้ว
นี้เป็นอีกหนึ่งแง่มุมลองพิจรณาดูแต่ผมได้เตรียมแผนการเกร็งกำไรรอบนี้ไว้แล้ว
ส่วนคนที่อยากจะเข้าซื้อทองคำเพื่อเกร็งกำไรช่วงนี้ควรหยุดดูท่าทีก่อนเพราะเมื่อหลายฝ่ายยังมองไม่ไปในทางเดียวกันการดีดขึ้นหรือทุบราคาอย่างรุนแรงอาจจะยังไม่เกิดจนกว่าตลาดโดยรวมจะมองไปในทิศทางเดียวกันหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจากกองทุนที่ดันขึ้นหรือดันลงใครจะเป็นฝ่ายชนะหรือครอบงำตลาดได้

ทิศทางค่าเงินบาท

จากวันนั้นถึงวันนี้
ในปี 1984 ประเทศไทยลดค่าเงินบาท 14.8% เป็นจุดเริ่มต้นเศรษฐกิจเติบโตแบบส่งออกนำ (Export-Led Growth) ซึ่งอยู่บนความได้เปรียบของเมืองไทยขณะนั้นสองประการ คือค่าแรงที่ถูก (Cheap Labor) และทรัพยากรที่สมบูรณ์ (Abundant Resources) ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในรูปของจีดีพี (GDP) ดังตารางข้างล่างนี้
แสดงอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 1984-1997 (หน่วย: %)

หลังจากการลดค่าเงินในปี 1984 เศรษฐกิจไทยเริ่มเติบโตเป็นรูปธรรมในปี 1986 คือ GDP โต 5.5% และในช่วงปี 1988-1990 ถือเป็นช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดคือเห็น GDP เติบโตเป็นเลขสองหลัก (หลายคนอาจจะเรียกว่าฟองสบู่ ซึ่งความเป็นจริงคงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับฟองสบู่แต่อย่างไรหรืออย่างไง เพราะวงจรเศรษฐกิจนั้นมีขึ้นมีลงเหมือนมีชีวิต)
ในปี 1996 อัตราเติบโตเศรษฐกิจอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดคือจาก 9.2% ในปี 1995 ลดลงสู่ 5.9% ในปี 1996 นักเก็งกำไรค่าเงินเห็นเช่นนี้ จึงส่งสัญญาณการเก็งกำไรและกระทำการเช่นนั้นด้วย ความเป็นจริง เราเองควรรับคำเตือนของเขา แต่กลับไปไล่เขา จึงได้รับบาดเจ็บและเสียหายเกือบตาย จนต้องนำไปสู่เหตุการณ์วันที่ 2 กรกฎาคม [...]